วิธีสร้างมาร์เก็ตเพลส คู่มือการเริ่มใช้งานฉบับย่อ

Connect
Connect

แพลตฟอร์มและมาร์เก็ตเพลสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก อาทิ Shopify และ DoorDash ต่างก็ใช้ Stripe Connect ในการผสานรวมการชำระเงินเข้ากับผลิตภัณฑ์

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. มาร์เก็ตเพลสคืออะไร
  3. วิธีสร้างเว็บไซต์มาร์เก็ตเพลส
  4. มาร์เก็ตเพลสแตกต่างจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอย่างไร
  5. ประเภทของมาร์เก็ตเพลสออนไลน์และโมเดลธุรกิจ
    1. ช่องทางสร้างรายรับของมาร์เก็ตเพลส
  6. การประมวลผลการชำระเงินสำหรับมาร์เก็ตเพลส: ข้อควรพิจารณาในการเลือกผู้ให้บริการ
  7. วิธีเลือกผู้ให้บริการชำระเงินสำหรับมาร์เก็ตเพลส
  8. Stripe Connect ช่วยอะไรได้บ้าง

ในขณะที่การค้าแบบดิจิทัลยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจต่างๆ ก็ค้นหาวิธีใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเปิดช่องทางสร้างรายรับใหม่ๆ เช่น มาร์เก็ตเพลสออนไลน์ ทั้งนี้ รายงานของ Grand View Research ระบุว่า มีการคาดการณ์ว่ารายรับของมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ทั่วโลกจะสูงถึง 27.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2027 มาร์เก็ตเพลสออนไลน์ต่างๆ เช่น Amazon, Airbnb และ Uber ได้พลิกโฉมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจนี้มีประสิทธิภาพและพร้อมขยายการรองรับ

การสร้างมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ย่อมต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และการดำเนินการอย่างพิถีพิถัน ขั้นตอนนี้อาจยุ่งยากขึ้นเมื่อต้องคำนึงถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการเคลื่อนย้ายเงินระหว่างหลายฝ่าย, กฎหมายภาษีสำหรับผู้ให้บริการมาร์เก็ตเพลส, การตรวจสอบ Know Your Customer (KYC) ของผู้ขาย และการชำระเงินข้ามพรมแดน

แม้จะมีความท้าทาย แต่ผลตอบแทนที่ได้จากการสร้างมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ให้ประสบผลสำเร็จนั้นก็คุ้มค่าอย่างมาก เพราะช่วยให้ธุรกิจมีโอกาสส่งเสริมการค้าในระดับที่ใหญ่ขึ้นได้โดยสะดวก มีรายรับเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ และเป็นที่รู้จักอย่างดีบนโลกดิจิทัล ด้านล่างนี้ เราจะพาไปดูข้อมูลต่างๆ ที่คุณควรรู้เมื่อเริ่มกำหนดขอบเขต วางแผน และเปิดตัวมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ใหม่

เนื้อหาหลักในบทความ

  • มาร์เก็ตเพลสคืออะไร
  • วิธีสร้างเว็บไซต์มาร์เก็ตเพลส
  • มาร์เก็ตเพลสแตกต่างจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอย่างไร
  • ประเภทของมาร์เก็ตเพลสออนไลน์และโมเดลธุรกิจ
  • การประมวลผลการชำระเงินสำหรับมาร์เก็ตเพลส: ข้อควรพิจารณาในการเลือกผู้ให้บริการ
  • วิธีเลือกผู้ให้บริการชำระเงินสำหรับมาร์เก็ตเพลส
  • Stripe Connect ช่วยอะไรได้บ้าง

มาร์เก็ตเพลสคืออะไร

มาร์เก็ตเพลส คือ เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซประเภทหนึ่งซึ่งผู้ให้บริการจากภายนอกใช้นำเสนอสินค้าหรือบริการต่างๆ โดยมีผู้ให้บริการมาร์เก็ตเพลสคอยจัดการธุรกรรมให้ มาร์เก็ตเพลสออนไลน์ก็เปรียบเหมือนตลาดหรือศูนย์การค้าที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งผู้ให้บริการหลายรายจะมารวมตัวกันเพื่อขายสินค้าของตน

แพลตฟอร์มเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบ B2B (ระหว่างธุรกิจ), B2C (ธุรกิจกับผู้บริโภค) หรือ C2C (ระหว่างผู้บริโภค) ก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกรรม ตัวอย่างยอดนิยม ได้แก่

  • บริการในพื้นที่
    แพลตฟอร์มที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถติดต่อผู้รับงานบางอย่างโดยเฉพาะ เช่น บริการรับส่งอาหารบนแพลตฟอร์มอย่าง Doordash หรือบริการงานช่างผ่านมาร์เก็ตเพลสอย่าง Taskrabbit

  • สินค้าที่จับต้องได้
    แพลตฟอร์มเหล่านี้จะเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายสินค้าที่จับต้องได้กับลูกค้า ตัวอย่างยอดนิยม ได้แก่ Etsy, Depop และ Amazon

  • การท่องเที่ยวและบริการระดับโลก
    แพลตฟอร์มอย่าง Airbnb ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถรับบริการที่พักให้เช่าระยะสั้น ประสบการณ์การท่องเที่ยว ที่พัก หรือบริการร่วมโดยสารได้

  • สินค้าดิจิทัล
    บางมาร์เก็ตเพลสช่วยให้ลูกค้าได้พบกับดิจิทัลครีเอเตอร์ต่างๆ เช่น แพลตฟอร์มคอร์สเรียนออนไลน์อย่าง Udemy หรือแพลตฟอร์มการสมัครสมาชิกแบบเรียกเก็บเงินตามรอบบิลอย่าง Patreon

วิธีสร้างเว็บไซต์มาร์เก็ตเพลส

การสร้างมาร์เก็ตเพลสออนไลน์นั้นมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดแนวคิดของคุณไปจนถึงการเปิดตัวและโปรโมตแพลตฟอร์ม โดยขั้นตอนต่างๆ มีดังนี้

  1. กำหนดไอเดียของคุณ
    ให้เริ่มจากการกำหนดแนวคิดหลักของมาร์เก็ตเพลส มาร์เก็ตเพลสของคุณจะขายสินค้าหรือบริการประเภทไหนบ้าง แล้วผู้ซื้อกับผู้ขายที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นแบบไหน และมาร์เก็ตเพลสของคุณมีจุดขายที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ อย่างไร

  2. ทำการวิจัยตลาด
    ทำความเข้าใจตลาด คู่แข่ง และความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน ให้ศึกษามาร์เก็ตเพลสที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อดูว่ามาร์เก็ตเพลสเหล่านี้มีข้อดีตรงไหน และมีช่องโหว่อะไรบ้างที่มาร์เก็ตเพลสของคุณพอจะแทรกเข้าไปได้

  3. ทำแผนธุรกิจ
    กำหนดวิธีสร้างรายรับของคุณ และจัดทำแผนธุรกิจโดยใส่องค์ประกอบสำคัญๆ เช่น ผู้ใช้เป้าหมาย กลยุทธ์เพื่อการเติบโต และแผนการตลาด ในระหว่างขั้นตอนนี้ คุณควรคำนึงถึงโมเดลรายรับด้วย เช่น ค่าธรรมเนียมธุรกรรม ค่าธรรมเนียมการลงรายการสินค้า การชำระเงินตามรอบบิล หรือหลายๆ อย่างเหล่านี้รวมกัน นอกจากนี้ ให้คำนึงถึงกลยุทธ์ค่าบริการของคุณและดูว่าค่าบริการของคุณเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

  4. กำหนดฟังก์ชันของแพลตฟอร์ม
    ระบุฟีเจอร์และฟังก์ชันหลักๆ ที่แพลตฟอร์มของคุณต้องมีไว้ ซึ่งมักได้แก่เครื่องมือค้นหาและสืบค้น โปรไฟล์ผู้ใช้ การลงรายการสินค้า ระบบการชำระเงินและขั้นตอนการชำระเงินที่ปลอดภัย ระบบรีวิวและให้คะแนน และเครื่องมือการสื่อสารในแอปสำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย

  5. เลือกเทคโนโลยี
    คุณจะเลือกสร้างมาร์เก็ตเพลสใหม่เลยตั้งแต่ต้น ใช้แพลตฟอร์มสำเร็จรูป หรือใช้ซอฟต์แวร์มาร์เก็ตเพลสก็ได้ โดยตัวอย่างตัวเลือกแบบ "เขียนโค้ดเพียงเล็กน้อย" ได้แก่ Sharetribe, Bubble, WordPress + Dokan หรือ Webflow ให้คำนึงถึงงบประมาณ ลำดับเวลา และขีดความสามารถทางเทคนิคของคุณประกอบการตัดสินใจ นอกจากนี้ยังมีโซลูชันอีกมากมายในการผสานการทำงานการประมวลผลการชำระเงินอย่าง Stripe ด้วย

  6. สร้างแพลตฟอร์ม
    ไม่ว่าคุณจะพัฒนามาร์เก็ตเพลสใหม่ตั้งแต่ต้นหรือใช้แพลตฟอร์ม คุณก็จะต้องจัดให้มีฟังก์ชันต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ แต่หากคุณไม่ใช่นักพัฒนา คุณก็จะต้องจ้างทีมพัฒนา ค่าใช้จ่ายในการสร้างมาร์เก็ตเพลสขนาดเล็กอาจอยู่ระหว่าง 15,000 ถึง 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมค่าพัฒนา การออกแบบ โฮสติ้ง และการผสานการทำงานระบบการชำระเงิน ราคาสำหรับมาร์เก็ตเพลสขนาดกลางอาจอยู่ที่ 60,000 ถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนมาร์เก็ตเพลสขนาดใหญ่ ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาอาจสูงถึง 200,000 ถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ

  7. ศึกษาและรับรองการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ
    ในการให้บริการมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ คุณจะต้องรับมือกับข้อกำหนดทางกฎหมายที่ซับซ้อน โดยมีกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับผู้ให้บริการมาร์เก็ตเพลสว่าด้วยการเก็บภาษีและมาตรฐานความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่เข้มงวด เช่น GDPR และ California Consumer Privacy Act (CCPA) นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังต้องทำสัญญากับผู้ขายให้ชัดเจนเพื่อกำหนดความรับผิดและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการชำระเงิน การยืนยันตัวตนของลูกค้า และการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (Anti-Money Laundering: AML)

  8. ทดสอบแพลตฟอร์มของคุณ
    ก่อนที่จะเปิดตัว ให้ทำการทดสอบอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างทำงานได้ตามที่คาดหวัง เช่น การทดสอบขั้นตอนการซื้อขาย ระบบการชำระเงิน และฟีเจอร์ทั้งหมดของแพลตฟอร์ม

  9. ดึงดูดผู้ขาย
    คุณต้องมีผู้ขายเข้ามาก่อนจึงจะดึงดูดผู้ซื้อได้ ให้ติดต่อผู้ที่มีโอกาสเป็นผู้ขายที่ดูเหมาะกับมาร์เก็ตเพลสของคุณ ให้คิดหาวิธีจูงใจผู้ขายดังกล่าวให้มาเข้าร่วมมาร์เก็ตเพลสของคุณ และใช้กลยุทธ์ต่างๆ เช่น โปรโมชัน การให้ผู้ขายใช้งานก่อนเปิดตัว และแคมเปญการตลาด

  10. เปิดตัวแพลตฟอร์ม
    เมื่อคุณทดสอบแพลตฟอร์มครบทุกด้านแล้วและมีผู้ขายเข้ามาใช้งานในช่วงเริ่มต้นบ้างแล้ว คุณก็สามารถเปิดตัวมาร์เก็ตเพลสได้ ให้เริ่มจากการเปิดตัวแบบไม่เป็นทางการก่อน โดยเชิญผู้ใช้กลุ่มเล็กๆ มาทดสอบแพลตฟอร์มในการใช้งานจริงและให้ข้อเสนอแนะ

  11. ทำการตลาดให้กับแพลตฟอร์ม
    ใช้ กลยุทธ์ทางการตลาดหลายๆ แบบเพื่อดึงดูดผู้ซื้อให้เข้ามายังแพลตฟอร์มของคุณ เช่น SEO, การตลาดผ่านคอนเทนต์, การตลาดบนโซเชียลมีเดีย, การจ่ายเงินลงโฆษณา และการเป็นพาร์ทเนอร์

  12. ทำซ้ำ พัฒนาให้เติบโต และขยายการรองรับ
    เมื่อมาร์เก็ตเพลสของคุณเริ่มติดตลาดมากขึ้น ให้รวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อดูว่ามีจุดไหนที่ทำได้ดีแล้วและมีจุดไหนที่ควรปรับปรุงบ้าง นอกจากนี้ ให้คำนึงถึงกลยุทธ์เพื่อการเติบโตด้วย เช่น การขยายให้ครอบคลุมตลาดหรือหมวดหมู่ใหม่ๆ การสร้างฟีเจอร์เกี่ยวกับชุมชน หรือการใช้ข้อมูลเพื่อการปรับแต่งแบบเฉพาะตัวและการแนะนำต่างๆ

การสร้างมาร์เก็ตเพลสให้ประสบผลสำเร็จนั้นต้องอาศัยการสร้างความไว้วางใจและการจัดการปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องมีการทบทวนและปรับปรุงตามข้อเสนอแนะจากผู้ใช้อยู่ตลอด การลงทุนสละเวลามากพอในช่วงเริ่มต้นจะช่วยให้คุณมีรากฐานที่มั่นคง ซึ่งจะเห็นผลเมื่อมาร์เก็ตเพลสของคุณเปิดตัวและเติบโตขึ้น

หากต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติมว่า Stripe ขับเคลื่อนการชำระเงินให้กับมาร์เก็ตเพลสระดับแนวหน้าอย่างไรบ้าง โปรดไปที่นี่เพื่ออ่านกรณีศึกษา

12 steps to building an online marketplace - A 12-step process flow to building an online marketplace

มาร์เก็ตเพลสแตกต่างจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอย่างไร

แม้ว่าทั้งมาร์เก็ตเพลสและเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซทั่วๆ ไปจะดำเนินงานทางออนไลน์และช่วยให้ลูกค้าซื้อและขายสินค้าหรือบริการได้สะดวกขึ้น แต่ 2 อย่างนี้ก็มีข้อแตกต่างกันหลายประการดังนี้

มาร์เก็ตเพลส

เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแบบดั้งเดิม

ความหลากหลายของผู้ขาย

รวบรวมสินค้า/บริการจากผู้ขายภายนอกหลายๆ ราย

ขายสินค้า/บริการจากธุรกิจเดียว

การจัดการสินค้าคงคลัง

ผู้ขายแต่ละรายจะจัดการสินค้าคงคลัง ผู้ให้บริการจะทำงานต่างๆ ส่วนครีเอเตอร์ก็จะจัดทำคอนเทนต์ดิจิทัล

ธุรกิจจะจัดการสินค้าคงคลังและซัพพลายเชนของตนเอง

การแข่งราคา

ผู้ขายหลายรายมาแข่งราคากันโดยตรง

ธุรกิจจะเป็นผู้กำหนดราคา โดยไม่มีการแข่งขันกันโดยตรงบนแพลตฟอร์ม

โมเดลรายรับ

หารายได้ผ่านค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรม หรือการสร้างรายได้จากสินค้าและบริการ

สร้างรายรับโดยตรงจากการขายสินค้าหรือบริการ

ความรับผิดชอบในการดำเนินการตามคำสั่งซื้อ

ผู้ขายมักจะเป็นผู้จัดการการจัดส่ง โดยบางมาร์เก็ตเพลสก็มีการดำเนินการตามคำสั่งซื้อแบบครบวงจร

ธุรกิจมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดส่งและการดำเนินการตามคำสั่งซื้อ

ความสัมพันธ์กับลูกค้า

เกิดขึ้นกับทั้งมาร์เก็ตเพลสและผู้ขายแต่ละราย

ระหว่างลูกค้ากับธุรกิจเท่านั้น

รีวิวและการให้คะแนน

ดูแลผู้ขายเป็นรายบุคคลเพื่อสร้างความไว้วางใจ

มักจะเน้นที่สินค้ามากกว่าผู้ขาย

  • ความหลากหลายของผู้ขาย
    มาร์เก็ตเพลสจะรวมสินค้าหรือบริการจากผู้ขาย ผู้ให้บริการ และครีเอเตอร์ภายนอกหลายๆ ราย โดยมีตัวเลือกต่างๆ มากมายให้กับลูกค้า ส่วนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแบบดั้งเดิมมักจะขายสินค้าหรือบริการจากธุรกิจแห่งเดียว

  • การจัดการสินค้าคงคลัง
    ในมาร์เก็ตเพลสสำหรับสินค้าที่จับต้องได้ ผู้ขายแต่ละรายจะจัดการสินค้าคงคลัง และแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสไม่ได้เป็นผู้ดูแลสินค้าคงคลังแต่อย่างใด ส่วนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแบบดั้งเดิมมักจะจัดการสินค้าคงคลังและซัพพลายเชนของตัวเอง โดยมีข้อยกเว้นอย่างหนึ่งคือโมเดลดร็อปชิปปิ้ง ซึ่งเป็นวิธีการดำเนินการตามคำสั่งซื้อแบบค้าปลีก โดยร้านค้าจะขายสินค้าโดยไม่เก็บสินค้าไว้ในสต๊อก แต่จะซื้อสินค้าจากบุคคลที่สามแล้วให้จัดส่งให้กับลูกค้าโดยตรง

  • การแข่งราคา
    เมื่อมาร์เก็ตเพลสมีผู้ขาย ผู้ให้บริการ และครีเอเตอร์หลายราย สินค้าที่คล้ายกันจึงมักจะมีการแข่งราคากันโดยตรง ส่วนในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแบบดั้งเดิม ธุรกิจจะเป็นผู้ตั้งราคาและไม่มีการแข่งขันกันโดยตรงบนแพลตฟอร์มเดียวกัน

  • โมเดลรายรับ
    มาร์เก็ตเพลสมักจะสร้างรายรับโดยการเรียกเก็บค่าคอมมิชชันหรือค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมแต่ละรายการที่ดำเนินการผ่านแพลตฟอร์ม ส่วนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซทั่วไปจะสร้างรายรับโดยตรงจากการขายสินค้าหรือบริการของตน

  • ความรับผิดชอบในการดำเนินการตามคำสั่งซื้อ
    ในมาร์เก็ตเพลสสำหรับสินค้าที่จับต้องได้ ผู้ขายมักจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดส่งสินค้าไปให้ลูกค้า แม้ว่ามาร์เก็ตเพลสบางแห่งอาจมีบริการดำเนินการตามคำสั่งซื้อแบบครบวงจรให้ ส่วนโมเดลอีคอมเมิร์ซแบบดั้งเดิม ธุรกิจที่ดูแลเว็บไซต์จะมีหน้าที่ดำเนินการตามคำสั่งซื้อ

  • ความสัมพันธ์กับลูกค้า
    ในมาร์เก็ตเพลสสำหรับบริการ สินค้าดิจิทัล หรือสินค้าที่จับต้องได้ ลูกค้ามักจะมีความสัมพันธ์กับทั้งมาร์เก็ตเพลสและผู้ขายแต่ละราย แต่ในกรณีของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแบบดั้งเดิม ลูกค้าจะมีความสัมพันธ์กับบริษัทที่ดูแลเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว

  • รีวิวและการให้คะแนน
    มาร์เก็ตเพลสส่วนใหญ่มีระบบที่เปิดให้ลูกค้าให้คะแนนและรีวิวผู้ขาย ครีเอเตอร์ และผู้ให้บริการแต่ละรายได้ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจและให้ข้อมูลแก่ลูกค้าในอนาคต แม้ว่าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจะมีระบบรีวิวและการให้คะแนนได้เช่นกัน แต่เว็บไซต์เหล่านี้มักจะเน้นที่สินค้า ไม่ใช่ผู้ขาย

ธุรกิจต้องทำความเข้าใจข้อแตกต่างเหล่านี้ก่อนตัดสินใจว่าการขายในมาร์เก็ตเพลสนั้นจะตอบโจทย์เป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวได้ดีที่สุดหรือไม่ ซึ่งหากมาร์เก็ตเพลสเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ขั้นตอนต่อไปก็คือการทำความเข้าใจมาร์เก็ตเพลสประเภทต่างๆ และโมเดลธุรกิจที่รองรับมาร์เก็ตเพลสเหล่านั้น

ประเภทของมาร์เก็ตเพลสออนไลน์และโมเดลธุรกิจ

มาร์เก็ตเพลสออนไลน์มีหลายประเภท โดยแต่ละประเภทก็มีลักษณะเฉพาะและโมเดลธุรกิจที่แตกต่างกันไปดังนี้

  • มาร์เก็ตเพลสแบบ B2C (ธุรกิจกับผู้บริโภค)
    แพลตฟอร์มเหล่านี้คือแพลตฟอร์มที่ธุรกิจขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าที่เป็นบุคคลทั่วไป ตัวอย่างของมาร์เก็ตเพลสประเภทนี้ก็คือ Amazon ซึ่งมีธุรกิจหลายรายที่มาขายสินค้าของตนให้กับลูกค้า ส่วน Amazon ก็คิดค่าคอมมิชชันเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขายแต่ละครั้ง

  • มาร์เก็ตเพลสแบบ C2C (ผู้บริโภคกับผู้บริโภค)
    แพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยให้ลูกค้าขายสินค้าให้กันและกันได้ ตัวอย่างเช่น eBay ช่วยให้บุคคลทั่วไปสามารถขายสินค้าให้ผู้ที่เสนอราคาประมูลสูงสุดได้ มาร์เก็ตเพลสเหล่านี้มักสร้างรายได้ด้วยการเก็บค่าธรรมเนียมการลงรายการสินค้าหรือคิดเปอร์เซ็นต์เล็กน้อยจากธุรกรรมแต่ละรายการ

  • มาร์เก็ตเพลสแบบ B2B (ธุรกิจกับธุรกิจ)
    แพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ทำธุรกรรมกันได้สะดวกขึ้น โดยมีตัวอย่างคือ Alibaba ซึ่งผู้ผลิตและผู้ค้าส่งจะขายสินค้าเป็นจำนวนมากให้กับธุรกิจทั่วโลก โดยแพลตฟอร์มประเภทนี้จะสร้างรายรับจากการเรียกเก็บค่าสมัครสมาชิกหรือค่าธรรมเนียมธุรกรรม

  • มาร์เก็ตเพลสแบบบริการ
    แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นตัวกลางระหว่างผู้ให้บริการกับลูกค้าที่ต้องการใช้บริการเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น Uber ช่วยให้คนขับกับผู้โดยสารได้มาพบกัน ส่วน Upwork ก็ช่วยให้ฟรีแลนซ์กับลูกค้าติดต่อกันได้ แพลตฟอร์มเหล่านี้มักเก็บค่าคอมมิชชันจากธุรกรรมแต่ละรายการ

  • มาร์เก็ตเพลสแบบเน้นเฉพาะกลุ่ม
    แพลตฟอร์มเหล่านี้จะเน้นสินค้าหรือบริการประเภทเดียวไปเลย ตัวอย่างเช่น Etsy เน้นไปที่สินค้าแฮนด์เมดและสินค้าวินเทจ ส่วน Zillow จะเน้นที่อสังหาริมทรัพย์ แพลตฟอร์มประเภทนี้อาจมีโมเดลรายรับแตกต่างกันไป แต่มักจะคิดค่าธรรมเนียมธุรกรรมหรือค่าธรรมเนียมการลงรายการสินค้า

  • มาร์เก็ตเพลสแบบเน้นความหลากหลาย
    แพลตฟอร์มเหล่านี้จะขายสินค้าและบริการหลายประเภทในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยมี Amazon และ eBay เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะมีสินค้าจากหลายหมวดหมู่ แพลตฟอร์มประเภทนี้มักจะสร้างรายรับโดยเก็บค่าคอมมิชชันจากผู้ขายในการขายแต่ละครั้ง

  • มาร์เก็ตเพลสให้เช่าแบบเพียร์ทูเพียร์ (P2P)
    แพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยให้บุคคลต่างๆ สามารถเช่าสินค้าแบบชั่วคราวกันได้สะดวกขึ้น โดยมีตัวอย่างคือ Airbnb ซึ่งช่วยให้บุคคลทั่วไปสามารถเปิดบ้านของตัวเองให้นักท่องเที่ยวมาเช่าอาศัยได้ แพลตฟอร์มประเภทนี้มักเก็บค่าบริการจากการจองแต่ละครั้ง

  • มาร์เก็ตเพลสแบบกระจายศูนย์
    มาร์เก็ตเพลสประเภทนี้เป็นรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อช่วยให้ทำธุรกรรมแบบเพียร์ทูเพียร์ (Peer-to-peer) ได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องมีตัวกลาง ตัวอย่างเช่น OpenBazaar และ Origin Protocol มาร์เก็ตเพลสประเภทนี้มักจะไม่เก็บค่าธรรมเนียมธุรกรรม แต่จะสร้างรายได้ด้วยวิธีการอื่นแทน เช่น การขายโทเค็นที่เป็นกรรมสิทธิ์

  • มาร์เก็ตเพลสแบบไฮบริด
    นี่คือแพลตฟอร์มที่รวมมาร์เก็ตเพลสหลายๆ ประเภทเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น Amazon เป็นมาร์เก็ตเพลสแบบ B2C เป็นหลัก แต่ก็มีองค์ประกอบแบบ B2B (Amazon Business) และ C2C (Amazon Marketplace สำหรับสินค้ามือสอง) ด้วยเช่นกัน

  • มาร์เก็ตเพลสแบบ 2 ฝ่าย
    มาร์เก็ตเพลสแบบ P2P หรือ B2C หลายๆ แห่งเป็นแพลตฟอร์มแบบ 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นตัวกลางระหว่างผู้ให้บริการ ผู้ขาย หรือดิจิทัลครีเอเตอร์กับลูกค้าโดยตรง

  • มาร์เก็ตเพลสแบบ 3 ฝ่าย
    มาร์เก็ตเพลสไฮบริดประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวกลางระหว่างผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ฝ่าย ตัวอย่างที่พบบ่อยที่สุดก็คือแอปสั่งอาหาร ซึ่งจะเชื่อมโยงร้านอาหาร ผู้บริโภค และพนักงานจัดส่งอาหารไว้ในธุรกรรมเดียวกัน

มาร์เก็ตเพลสหลากหลายรูปแบบเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่า โมเดลมาร์เก็ตเพลสจะปรับให้เข้ากับธุรกรรมและปฏิสัมพันธ์หลายแบบระหว่างผู้ใช้กลุ่มต่างๆ ได้อย่างไร แต่หากจะใช้ความยืดหยุ่นนี้ให้เกิดประโยชน์ ธุรกิจก็ควรเลือกโมเดลมาร์เก็ตเพลสให้เกิดข้อได้เปรียบสูงสุดโดยพิจารณาจากจุดแข็งและตลาดเป้าหมายแบบเฉพาะตัวของตน

ช่องทางสร้างรายรับของมาร์เก็ตเพลส

มาร์เก็ตเพลสใหม่ๆ มักมีรายรับจากหลายช่องทาง โดยตัวอย่างโมเดลรายรับซึ่งเป็นที่นิยมมีดังนี้

  • ค่าคอมมิชชัน
    โมเดลที่พบได้บ่อย ซึ่งมาร์เก็ตเพลสจะหักเปอร์เซ็นต์จากยอดขายหรือบริการทุกรายการ โดยมักคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากแต่ละธุรกรรม

  • ค่าธรรมเนียมการลงรายการสินค้า
    ค่าธรรมเนียมแบบคงที่ ซึ่งเรียกเก็บจากผู้ขายเมื่อมีการลงรายการสินค้า นอกจากจะสร้างรายรับแล้ว วิธีนี้ยังช่วยคัดกรองเพื่อไม่ให้มาร์เก็ตเพลสเต็มไปด้วยสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพต่ำไปด้วยในตัว

  • การชำระเงินตามรอบบิล
    ในโมเดลนี้ ผู้ขาย (และผู้ซื้อในบางครั้ง) จะจ่ายค่าธรรมเนียมรายเดือนหรือรายปีเป็นประจำ โดยในบางกรณี การชำระเงินตามรอบบิลอาจมาพร้อมฟีเจอร์ระดับพรีเมียม การวิเคราะห์ข้อมูลที่ดียิ่งขึ้น หรือค่าธุรกรรมที่ลดลงด้วย

  • การโฆษณา
    บางมาร์เก็ตเพลสรองรับการโฆษณาในแอป แต่บางมาร์เก็ตเพลสก็เปิดให้ผู้ขายหรือครีเอเตอร์โปรโมตรายการสินค้าได้โดยมีค่าธรรมเนียม

  • ค่าบริการ
    รายรับที่เกิดจากบริการที่ช่วยเพิ่มมูลค่า เช่น การประมวลผลการชำระเงิน การรับประกันการจัดส่ง หรือการบริหารจัดการในการดำเนินการตามคำสั่งซื้อ

การประมวลผลการชำระเงินสำหรับมาร์เก็ตเพลส: ข้อควรพิจารณาในการเลือกผู้ให้บริการ

การประมวลผลการชำระเงินและระบบการรับชำระเงินมีบทบาทสำคัญต่อการให้บริการมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ โดยช่วยให้การทำธุรกรรมเป็นไปโดยสะดวกระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ซึ่งเป็นหัวใจหลักของโมเดลธุรกิจแบบมาร์เก็ตเพลส ระบบประมวลผลการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเชื่อถือได้จะเสริมสร้างความไว้วางใจ ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ เพิ่มยอดขาย และขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตได้

ต่อไปนี้คือปัจจัยบางส่วนที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงิน

  • การเข้าถึงทั่วโลกและการรองรับสกุลเงิน
    หากมาร์เก็ตเพลสของคุณให้บริการลูกค้าต่างประเทศ คุณจะต้องมีผู้ประมวลผลการชำระเงินที่สามารถจัดการได้หลายสกุลเงินและพร้อมให้บริการในหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น Stripe รองรับมากกว่า 135 สกุลเงินและพร้อมให้บริการใน 46 ประเทศทั่วโลก

  • ความสะดวกในการผสานการทำงาน
    ระบบการชำระเงินควรจะผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสของคุณได้ง่าย หลายๆ แพลตฟอร์มมาพร้อม API (Application Programming Interface) ซึ่งช่วยให้แพลตฟอร์มผสานการทำงานฟีเจอร์ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องดำเนินการวิศวกรรมซอฟต์แวร์เพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น Stripe มาพร้อม API ที่โดดเด่นในเรื่องความยืดหยุ่นและการผสานการทำงานได้สะดวก

  • ตัวเลือกและการตั้งเวลาการเบิกจ่าย
    คุณอาจต้องมีตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่นให้กับผู้ขาย โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของมาร์เก็ตเพลสของคุณ เช่น การเบิกจ่ายทันที ตัวอย่างเช่น Stripe มาพร้อมการตั้งเวลาการเบิกจ่ายแบบปรับแต่งได้และวิธีการเบิกจ่ายหลายแบบ จึงเหมาะกับมาร์เก็ตเพลสประเภทต่างๆ เป็นอย่างดี

  • ความปลอดภัย
    ผู้ให้บริการควรใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมเพื่อปกป้องข้อมูลทางการเงินที่ละเอียดอ่อน โดย Stripe ใช้แมชชีนเลิร์นนิงในการตรวจจับการฉ้อโกงและได้รับการรับรองให้เป็นผู้ให้บริการ PCI ระดับ 1 ซึ่งเป็นการรับรองระดับสูงสุดในอุตสาหกรรมการชำระเงิน

  • ค่าใช้จ่าย
    ค่าธรรมเนียมที่ผู้ให้บริการชำระเงินเรียกเก็บอาจได้แก่ค่าธรรมเนียมการตั้งค่า ค่าธรรมเนียมธุรกรรม ค่าธรรมเนียมรายเดือน และค่าธรรมเนียมการดึงเงินคืน ทั้งนี้ ผู้ให้บริการบางรายยังอาจเรียกเก็บเงินเป็นค่าบริการเพิ่มเติมด้วย เช่น ระบบป้องกันการฉ้อโกง ตัวอย่างเช่น Stripe จะเรียกเก็บเงินเป็นเปอร์เซ็นต์บวกกับค่าธรรมเนียมคงที่ต่อธุรกรรม แต่จะไม่มีค่าธรรมเนียมการตั้งค่าหรือค่าธรรมเนียมรายเดือน

  • การปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ
    ผู้ประมวลผลการชำระเงินจำเป็นต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับต่างๆ (เช่น กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลและความเป็นส่วนตัว) ในพื้นที่ที่ดำเนินงานอยู่ และเนื่องจากมาร์เก็ตเพลสทำงานโดยมีการเคลื่อนย้ายเงินแบบหลายฝ่าย การปฏิบัติตามข้อกำหนดจึงเป็นเรื่องสำคัญและซับซ้อน โดย Stripe มีมาตรฐานการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวด เช่น Know Your Customer, การสร้างแบบฟอร์มภาษี 1099 ให้กับลูกค้าในสหรัฐอเมริกา และการปฏิบัติตามข้อกำหนด GDPR สำหรับลูกค้าในยุโรป

  • การสนับสนุนลูกค้า
    การสนับสนุนลูกค้าที่ดีเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น Stripe มาพร้อมตัวเลือกการสนับสนุนทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง เช่น การสนับสนุนผ่านทางอีเมล แชท และโทรศัพท์

วิธีเลือกผู้ให้บริการชำระเงินสำหรับมาร์เก็ตเพลส

เกตเวย์การชำระเงินสำหรับมาร์เก็ตเพลสต้องรองรับขั้นตอนการชำระเงินแบบหลายฝ่าย ซึ่งต่างจากเกตเวย์การชำระเงินทั่วไป ด้วยเหตุนี้ ขั้นตอนทั่วไปในการเลือกผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินจึงมีดังต่อไปนี้

  1. ระบุข้อกำหนดของคุณ
    ทำความเข้าใจโมเดลธุรกิจ กลุ่มเป้าหมายของคุณ ประเทศที่คุณดำเนินธุรกิจ สกุลเงินที่คุณต้องรองรับ งบประมาณ และความต้องการเฉพาะอื่นๆ

  2. ศึกษาหาข้อมูล
    ศึกษาผู้ให้บริการหลายๆ รายเพื่อทำความเข้าใจข้อเสนอ ค่าใช้จ่าย และชื่อเสียงของผู้ให้บริการเหล่านั้นในอุตสาหกรรม ให้อ่านรีวิวและพูดคุยกับธุรกิจอื่นๆ ที่ใช้บริการเหล่านั้น

  3. เปรียบเทียบ
    ประเมินผู้ให้บริการต่างๆ โดยพิจารณาจากข้อกำหนดของคุณและข้อเสนอจากผู้ให้บริการเหล่านั้น ให้คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ได้แก่ ค่าใช้จ่าย การเข้าถึงทั่วโลก ความสะดวกในการผสานการทำงาน ตัวเลือกการเบิกจ่าย ความปลอดภัย การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการสนับสนุนลูกค้า

  4. ทดสอบ
    ผู้ให้บริการหลายรายมีสภาพแวดล้อมแซนด์บ็อกซ์ในการทดสอบ ให้ใช้แซนด์บ็อกซ์เหล่านี้เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ของผู้ใช้และทดสอบการผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มของคุณ

  5. เลือกและผสานการทำงาน
    เมื่อประเมินปัจจัยทั้งหมดและทดสอบตัวเลือกต่างๆ เรียบร้อยแล้ว คุณก็จะตัดสินใจได้โดยมีข้อมูลประกอบ ให้เลือกผู้ให้บริการที่ตรงโจทย์ความต้องการของคุณได้ดีที่สุด แล้วผสานการทำงานกับมาร์เก็ตเพลสของคุณ

โซลูชันการประมวลผลการชำระเงินที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยให้ทำธุรกรรมได้อย่างราบรื่นเท่านั้น แต่ยังส่งผลอย่างมากต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ ความไว้วางใจ และการเติบโตของมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ของคุณด้วย

Stripe Connect ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Connect ช่วยให้คุณเริ่มต้นใช้งาน ตรวจสอบยืนยัน และเบิกจ่ายเงินให้กับฟรีแลนซ์ ผู้ขาย หรือผู้รับเงินรายอื่นๆ ได้ในวงกว้าง ระบบนี้มาพร้อมกระบวนการเริ่มต้นใช้งานที่รวดเร็วสำหรับผู้ขาย การเบิกจ่ายทั่วโลก เครื่องมือจัดการมาร์เก็ตเพลส และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังช่วยให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดได้ง่ายขึ้น และช่วยให้คุณขอ Money Transmitter License (MTL หรือใบอนุญาตผู้รับโอนเงิน) ได้อย่างราบรื่นอีกด้วย

Connect ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้

  • เปิดตัวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์: ใช้ฟังก์ชันที่จัดการอัตโนมัติโดย Stripe หรือแบบผสานรวมเพื่อให้เปิดตัวได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าหรือเสียเวลาไปกับการพัฒนาระบบที่มักต้องใช้สำหรับการให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน

  • จัดการการชำระเงินและการเบิกจ่ายในวงกว้าง: ใช้เครื่องมือและบริการจาก Stripe แล้วไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรเพิ่มเติมไปกับการรายงานส่วนต่างกำไร แบบฟอร์มภาษี ความเสี่ยง วิธีการชำระเงินทั่วโลก หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการเริ่มต้นใช้งาน

  • ขยายธุรกิจไปทั่วโลก: ช่วยให้ผู้ใช้ของคุณเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้มากขึ้นด้วยวิธีการชำระเงินในท้องถิ่นและความสามารถในการคำนวณภาษีการขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ GST ได้อย่างง่ายดาย

  • สร้างช่องทางรายรับใหม่ๆ: เพิ่มรายรับจากการชำระเงินด้วยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมแต่ละรายการ สร้างรายได้จากฟังก์ชันต่างๆ ของ Stripe ด้วยการเปิดใช้การชำระเงินที่จุดขาย การเบิกจ่ายทันที การเก็บภาษีการขาย การจัดหาเงินทุน บัตรชำระค่าใช้จ่าย และอีกมากมายบนมาร์เก็ตเพลสของคุณ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Connect หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Connect

Connect

ใช้งานจริงภายในไม่กี่สัปดาห์แทนที่จะต้องเสียเวลาหลายไตรมาส สร้างธุรกิจการชำระเงินที่สร้างผลกำไร และขยายธุรกิจได้อย่างง่ายดาย

Stripe Docs เกี่ยวกับ Connect

ดูวิธีกำหนดเส้นทางการชำระเงินระหว่างหลายฝ่าย