วิธีการชําระเงินที่จุดขาย 5 วิธี และวิธีเลือกวิธีการชําระเงินที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ

Payments
Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ธุรกิจสตาร์ทอัพไปจนถึงองค์กรใหญ่ระดับโลก

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. การชำระเงินที่จุดขายคืออะไร
  3. ตัวเลือกการชำระเงินที่มีในปัจจุบัน
  4. การชำระเงินที่จุดขาย 5 ประเภท
    1. 1. เงินสด
    2. 2. เช็คในรูปกระดาษ
    3. 3. บัตรเครดิตและบัตรเดบิต
    4. ตัวอย่างการใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตเป็นวิธีการชำระเงิน:
    5. 4. กระเป๋าเงินดิจิทัล
    6. 5. การชำระเงินแบบเพียร์ทูเพียร์
  5. วิธีเลือกวิธีการชำระเงินที่จุดขายที่เหมาะสำหรับธุรกิจของคุณที่สุด
  6. วิธีที่ Stripe รองรับการชำระเงินที่จุดขาย
    1. Stripe Terminal
    2. เครื่องอ่านบัตร Stripe
  7. Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

แม้ธุรกรรมออนไลน์จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่การชำระเงินที่จุดขายก็ยังคงมีบทบาทสำคัญ ตัวอย่างเช่น ในปี 2024 พบว่า 77% ของการชำระเงินทั้งหมดที่ไม่ใช่ค่าบิลในสหรัฐอเมริกาเป็นการชำระเงินที่จุดขาย ธุรกิจจำเป็นต้องเลือกว่าจะรับวิธีการชำระเงินที่จุดขายแบบใดบ้างจากลูกค้า การทำความเข้าใจกลไกการทำงานของวิธีการชำระเงินเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจตอบสนองความต้องการของลูกค้า ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า เพิ่มรายรับและการรักษาลูกค้า รวมถึงดำเนินงานได้อย่างประสบความสำเร็จในตลาดที่ต้องการ

แม้ธุรกรรมที่จุดขายจะไม่ใช่ช่องทางการขายเพียงช่องทางเดียว แต่การยกระดับประสบการณ์การชำระเงินที่จุดขายก็ส่งผลดีต่อช่องทางการขายอื่นๆ เช่น อีคอมเมิร์ซ การนำโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินแบบรวมเป็นหนึ่งเดียวกันมาใช้จะสร้างสัญญาณความน่าเชื่อถือที่สอดคล้องกันในทุกทัชพอยต์ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ในสายตาลูกค้า

ในบทความนี้ เราจะมาดูกันว่าการชำระเงินที่จุดขายคืออะไร การชำระเงินที่จุดขายประเภทต่างๆ ที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง และแนวทางการเลือกวิธีการชำระเงินที่เหมาะสำหรับธุรกิจของคุณที่สุด

เนื้อหาหลักในบทความ

  • การชำระเงินที่จุดขายคืออะไร
  • ตัวเลือกการชำระเงินที่มีในปัจจุบัน
  • การชำระเงินที่จุดขาย 5 ประเภท
  • วิธีเลือกวิธีการชำระเงินที่จุดขายที่เหมาะสำหรับธุรกิจของคุณที่สุด
  • วิธีที่ Stripe รองรับการชำระเงินที่จุดขาย
  • Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง

การชำระเงินที่จุดขายคืออะไร

การชำระเงินที่จุดขายคือธุรกรรมที่ลูกค้ามาชำระเงินด้วยตนเองที่ระบบบันทึกการขาย (POS) การชำระเงินรูปแบบนี้จะเกิดขึ้นที่ร้านค้าปลีกแบบมีหน้าร้าน ร้านอาหาร สถานที่จัดงาน ผู้ให้บริการ และสถานที่อื่นๆ

ตัวเลือกการชำระเงินที่มีในปัจจุบัน

ระบบการชำระเงินยุคใหม่แบ่งออกเป็นหมวดหมู่หลักๆ เช่น วิธีการชำระเงินแบบดั้งเดิม การชำระเงินทางดิจิทัล และการชำระเงินแบบทางเลือก แม้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตจะยังคงเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของการค้าในหลายภูมิภาค แต่การเติบโตของการชำระเงินในหมวดหมู่อื่นๆ กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีที่ธุรกิจปรับตัวให้สอดคล้องกับความคาดหวังของลูกค้าอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น การชำระเงินด้วยรหัส QR และบัตรสเตเบิลคอยน์ ซึ่งตอบโจทย์นักช้อปที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและต้องการชำระเงินทางดิจิทัล

การชำระเงินที่จุดขาย 5 ประเภท

จำนวนวิธีการชำระเงินที่จุดขายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจและลูกค้ามีตัวเลือกการชำระเงินที่หลากหลาย ต่อไปนี้คือภาพรวมของ 5 วิธีการชำระเงินที่จุดขายยอดนิยม หลักการทำงาน ข้อดีข้อเสีย และประเภทของธุรกิจหรือสภาพแวดล้อมการชำระเงินที่เหมาะกับการชำระเงินแต่ละวิธีมากที่สุด

1. เงินสด

เงินสดเป็นหนึ่งในรูปแบบการชำระเงินที่จุดขายที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นส่วนสำคัญของการค้ามานานนับพันปี ความเป็นสากล ความเรียบง่าย และความเป็นอิสระจากโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีช่วยให้เงินสดยังคงมีความสำคัญแม้ในยุคดิจิทัล

วิธีการทำงาน

ธุรกรรมเงินสดจะค่อนข้างตรงไปตรงมา และประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนเงินจริง (ทั้งธนบัตรหรือเหรียญ) ระหว่างลูกค้าและธุรกิจโดยตรงแบบเรียลไทม์ ลูกค้าจะชำระเงินตามจำนวนที่ต้องชำระเป็นค่าสินค้าหรือบริการ ส่วนธุรกิจก็จะทอนเงินให้ลูกค้าตามความจำเป็น

เหมาะสำหรับ

โดยทั่วไปแล้ว การชำระเงินสดจะได้รับความนิยมจากธุรกิจขนาดเล็ก แผงร้านค้าในตลาด งานเปิดร้านขายของ ร้านค้าในท้องถิ่น และธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่ดี นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจที่ให้บริการลูกค้าที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการธนาคารหรือชื่นชอบการทำธุรกรรมด้วยเงินสดเพราะไม่ต้องเปิดเผยตัวตน

ข้อดีของการรับเงินสดเป็นวิธีการชำระเงิน:

  • ได้รับการยอมรับทั่วโลก
    เงินสดเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก และมักจะเป็นที่ยอมรับในสถานที่ส่วนใหญ่ แม้ว่าแนวโน้มนี้จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเมื่อไม่นานมานี้ อย่างไรก็ตาม ในปี 2024 เงินสดยังคงคิดเป็น 14% ของการชำระเงินของผู้บริโภคทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา

  • ไม่ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม
    ธุรกรรมเงินสดไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์เพิ่มเติม จึงเป็นวิธีการชำระเงินที่ธุรกิจทุกขนาดเข้าถึงได้

  • ไม่มีค่าธรรมเนียมธุรกรรม
    ธุรกรรมเงินสดไม่มีค่าธรรมเนียมการประมวลผล ซึ่งต่างจากการชำระเงินผ่านบัตรหรือการชำระเงินดิจิทัล จึงช่วยธุรกิจรักษาผลกำไรได้อีกทางหนึ่ง

  • ชำระเงินทันที
    การชำระเงินด้วยเงินสดจะมีผลทันทีและขจัดความเสี่ยงของการชำระเงินล่าช้าหรือการผิดนัดชำระ

ข้อเสียของวิธีการชำระเงินด้วยเงินสด:

  • ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
    เนื่องจากการชำระเงินแบบไร้เงินสดได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ประชากรกลุ่มนี้ที่เพิ่มขึ้นจึงไม่พกเงินสดอีกต่อไป

  • ไม่สะดวกสำหรับธุรกรรมขนาดใหญ่
    การจัดการเงินสดจำนวนมากอาจไม่สะดวกและมีความเสี่ยง ซึ่งจำกัดการใช้งานในการทำธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง

  • ความเสี่ยงต่อการโจรกรรมหรือการสูญหาย
    เงินสดอาจสูญหายหรือถูกขโมย รวมถึงอาจมีข้อกังวลเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยที่อาจจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันเพิ่มเติม

  • ใช้เวลานาน
    การนับเงินสด การทอนเงิน และการกระทบยอดอาจเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการด้วยตนเองหรือใช้เวลามาก

ตัวอย่างการใช้เงินสดเป็นวิธีการชำระเงินที่จุดขาย

ที่ร้านเบเกอรี่ในพื้นที่ ลูกค้าเดินเข้ามาเลือกขนมปังและขนมอบ ชำระเงินด้วยเงินสด รับเงินทอนที่จำเป็น และเดินออกจากร้านพร้อมสินค้าที่ซื้อ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ขั้นตอนนี้ช่วยให้เกิดความเสถียรโดยไม่ต้องพึ่งพาฮาร์ดแวร์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่ฮาร์ดแวร์ขัดข้องหรืออินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้

แม้ว่าเงินสดอาจดูล้าสมัยเมื่อเทียบกับวิธีการชำระเงินทางดิจิทัลที่เกิดขึ้นใหม่ แต่ก็มีข้อได้เปรียบที่สำคัญ ความเรียบง่าย การไม่มีค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม และการเข้าถึงในวงกว้าง ทำให้เงินสดเป็นวิธีการชำระเงินที่ใช้งานได้จริง และบางครั้งก็เป็นที่ต้องการของธุรกิจและลูกค้าบางกลุ่ม

2. เช็คในรูปกระดาษ

เมื่อพูดถึงการชำระเงิน เช็คในรูปกระดาษมักจะถูกมองข้าม แต่ก็ยังมีการใช้งานกันโดยทั่วไป และในบางครั้งก็เป็นวิธีการชำระเงินที่จุดขาย ผู้คนใช้เช็คมานานหลายศตวรรษ จึงสร้างปัจจัยความเชื่อมั่นให้กับการชำระเงินด้วยวิธีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชากรบางกลุ่มและสถานการณ์ธุรกิจบางรูปแบบ

วิธีการทำงาน

เช็คคือคำสั่งอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรของเจ้าของบัญชีที่สั่งให้ธนาคารจ่ายเงินจำนวนหนึ่งจากบัญชีของตนให้กับบุคคลอื่นหรือหน่วยงานอื่น ผู้รับเงินหรือผู้รับชำระเงินสามารถฝากเช็คหรือนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารของตน ซึ่งจะส่งคำขอเงินจากธนาคารของผู้เขียนเช็ค จากนั้นระบบจะโอนเงินจากบัญชีหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่งเพื่อดำเนินการธุรกรรมให้เสร็จสิ้น

เหมาะสำหรับ

ธุรกิจที่ทำธุรกรรมมูลค่าสูงมักจะใช้เช็คในรูปกระดาษ ซึ่งไม่จำเป็นต้องชำระเงินทันทีและได้ประโยชน์จากบันทึกข้อมูลการชำระเงิน นอกจากนี้ยังใช้กันทั่วไปในการทำธุรกรรมแบบ B2B การเช่า และอสังหาริมทรัพย์

ข้อดีของวิธีรับการชำระเงินด้วยเช็ค:

  • ขนาดธุรกรรม
    เช็คสามารถสั่งจ่ายเป็นมูลค่าสูง จึงเหมาะสำหรับการทำธุรกรรมในสถานที่ที่ไม่สามารถพกพาเงินสดจำนวนมากได้ หรือวงเงินบัตรอาจบล็อกไม่ให้ทำธุรกรรม

  • ลดค่าใช้จ่ายในการประมวลผล
    เช็คมักจะมีค่าดำเนินการในอัตราค่าธรรมเนียมคงที่เพียงเล็กน้อย (หรือแม้กระทั่งไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย) จากผู้ให้บริการธนาคารเพื่อธุรกิจจำนวนมาก ซึ่งต่างจากรูปแบบการชำระเงินทางดิจิทัลอื่นๆ

  • ปรับปรุงการเก็บบันทึก
    เช็คมีบันทึกธุรกรรมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรให้กับทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการติดตามทางการเงินและจุดประสงค์ด้านภาษี

ข้อเสียของการใช้เช็คเป็นวิธีการชำระเงิน:

  • ใช้เวลานาน
    การเขียนเช็ค ฝากเช็ค และประมวลผลเช็คอาจใช้เวลานาน นอกจากนี้เช็คยังต้องรอการเคลียริงด้วย

  • ความเสี่ยงต่อเช็คเด้ง
    หากเจ้าของบัญชีมีเงินไม่เพียงพอเมื่อนำเช็คไปขึ้นเงิน เช็คนั้นจะเด้งได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดค่าธรรมเนียมและปัญหาด้านกฎหมายตามมา

  • อุปสรรคของลูกค้า
    เวลาที่ต้องใช้ในการเขียน เซ็นชื่อ และตรวจสอบเช็คจริงอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการชำระเงินอย่างมาก

ตัวอย่างการใช้เช็คเป็นวิธีการชำระเงินที่จุดขาย:

ตัวอย่างการใช้เช็คแบบคลาสสิกพบเห็นได้ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผู้เช่ามักจ่ายค่าเช่าหรือค่ามัดจำด้วยเช็ค ซึ่งเป็นการบันทึกข้อมูลการชำระเงินให้กับทั้งผู้เช่าและเจ้าของบ้าน ในทำนองเดียวกัน ธุรกิจมักจะจ่ายเงินให้ผู้ให้บริการหรือรับการชำระเงินจากลูกค้าผ่านเช็ค โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการชำระเงินมูลค่าสูง

เช็คในรูปกระดาษให้ความสะดวก ยืดหยุ่นทางการเงิน และปรับปรุงกระบวนการเก็บบันทึกข้อมูล ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เช็คเป็นวิธีการชำระเงินที่มีคุณค่า ดังนั้น ก่อนที่จะมองข้ามเช็คเพราะเห็นว่าล้าสมัยและไม่ตอบโจทย์ เราควรทำความเข้าใจข้อดีของเช็ค และพิจารณาว่าเช็คสอดคล้องกับข้อกำหนดของธุรกิจและความต้องการของลูกค้าของคุณหรือไม่

3. บัตรเครดิตและบัตรเดบิต

ในสังคมที่ผู้คนหันมาชำระเงินแบบไร้เงินสดกันมากขึ้น บัตรเครดิตและบัตรเดบิตได้กลายเป็นหนึ่งในรูปแบบการชำระเงินที่จุดขายที่พบบ่อยที่สุด เพราะทั้งปลอดภัย สะดวก และยืดหยุ่น สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าและความต้องการทางธุรกิจ

วิธีการทำงาน

ลูกค้ายื่นบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตที่ระบบบันทึกการขาย โดยสามารถรูด (แถบแม่เหล็ก) เสียบ (ชิป) หรือแตะ (แบบไร้สัมผัส) บัตรที่เทอร์มินัล POS เมื่อเทอร์มินัลเก็บรายละเอียดของบัตรแล้ว จะสื่อสารกับธนาคารของเจ้าของบัตรเพื่อตรวจสอบว่ามีเงินหรือเครดิตเพียงพอหรือไม่ หากได้รับอนุมัติ ธุรกรรมจะดำเนินการต่อและจำนวนเงินจะถูกหักออกจากบัญชีของลูกค้า

เหมาะสำหรับ

การชำระเงินด้วยบัตรเหมาะอย่างยิ่งสำหรับร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และธุรกิจที่จัดการธุรกรรมมูลค่าปานกลางถึงสูง นอกจากนี้ยังช่วยให้การเปลี่ยนผ่านระหว่างช่องทางการขายออนไลน์และออฟไลน์เป็นไปอย่างราบรื่นสำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้านและมีตัวตนบนโลกออนไลน์

ข้อดีของวิธีรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตและบัตรเดบิต:

  • การใช้งานอย่างแพร่หลาย
    บัตรเครดิตและบัตรเดบิตได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยรองรับมูลค่าถึง 13.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียว

  • ความปลอดภัย
    การชำระเงินด้วยบัตรมีระบบป้องกันการฉ้อโกงผ่านฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยในตัว เช่น เทคโนโลยีชิป EMV, การตรวจสอบสิทธิ์ด้วย PIN และนโยบายความรับผิดเป็นศูนย์

  • เพิ่มยอดการใช้จ่ายของลูกค้า
    ลูกค้ามักจะใช้จ่ายมากขึ้นเมื่อใช้บัตรเมื่อเทียบกับการใช้เงินสด เนื่องจากบัตรไม่มีข้อจำกัดในเรื่องจำนวนเงินสดที่อยู่ในมือ

  • ติดตามและกระทบยอดได้
    ระบบจะบันทึกธุรกรรมผ่านบัตรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจติดตามและกระทบยอดการขายได้ง่ายขึ้น

ข้อเสียของวิธีการรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตและบัตรเดบิต:

  • ต้องใช้ฮาร์ดแวร์
    ที่ผ่านมา ธุรกิจต้องลงทุนในเทอร์มินัลอ่านบัตรหรือเครื่องอ่านบัตรเพื่อรับการชำระเงินด้วยบัตร อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว เนื่องจากบัตรจำนวนมากมีเทคโนโลยี NFC สำหรับการทำธุรกรรมแบบไร้สัมผัส ซึ่งสามารถทำได้ผ่านสมาร์ทโฟนที่เปิดใช้งานอย่างถูกต้องและไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์อื่นใดเพิ่ม

  • ค่าธรรมเนียมธุรกรรม
    ธุรกรรมผ่านบัตรแต่ละรายการจะมีค่าธรรมเนียมที่ธุรกิจต้องจ่าย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร

  • ต้องพึ่งพาเครือข่าย
    การชำระเงินด้วยบัตรต้องเชื่อมต่อเครือข่ายที่ใช้งานอยู่เพื่อประมวลผล หากเครือข่ายเกิดปัญหา ก็อาจทำให้การชำระเงินดำเนินการไม่สำเร็จ

ตัวอย่างการใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตเป็นวิธีการชำระเงิน:

ที่ร้านขายเสื้อผ้า ลูกค้าเลือกสินค้า เข้าคิวชำระเงิน และชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตของตัวเอง ร้านค้าสามารถจัดการธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง เสนอการคืนสินค้าหรือการคืนเงินได้ตามต้องการ และบันทึกธุรกรรมทั้งหมดอย่างถูกต้องเพื่อจุดประสงค์ด้านการทำบัญชีและการกระทบยอด

การชำระเงินด้วยบัตรเครดิตและบัตรเดบิตมอบความสะดวก ปลอดภัย และการยอมรับในวงกว้าง บัตรเครดิตและบัตรเดบิตช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการใช้จ่ายที่มีมูลค่าสูง และปิดช่องว่างระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จึงเป็นตัวเลือกการชำระเงินที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาและเปลี่ยนวิธีการชำระเงิน แต่บัตรเครดิตและบัตรเดบิตก็มีการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเทรนด์เหล่านี้ โดยบัตรเครดิตและบัตรเดบิตจะยังคงเป็นวิธีการชำระเงินที่ตอบโจทย์ธุรกิจส่วนใหญ่

4. กระเป๋าเงินดิจิทัล

กระเป๋าเงินดิจิทัลได้เปลี่ยนโฉมการชำระเงินที่จุดขาย โดยมอบความสะดวก ความเร็ว และความปลอดภัย เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ใช้เทคโนโลยีและเดินทางอยู่เสมอในปัจจุบัน โดยมั่นใจได้ถึงประสบการณ์การจับจ่ายที่คล่องตัว

วิธีการทำงาน

กระเป๋าเงินดิจิทัลหรือกระเป๋าเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่จะจัดเก็บข้อมูลบัตรเดบิต บัตรเครดิต หรือบัตรเติมเงินของผู้ใช้อย่างปลอดภัยบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ลูกค้าสามารถชำระเงินแบบไร้สัมผัสที่ระบบบันทึกการขายได้โดยแตะโทรศัพท์ที่เทอร์มินัลรับชำระเงินที่รองรับ NFC ระบบจะโอนรายละเอียดการชำระเงินอย่างปลอดภัย โดยธุรกรรมจะได้รับการประมวลผลเกือบจะในทันที

เหมาะสำหรับ

เมื่อดูจากความเฟื่องฟูของกระเป๋าเงินดิจิทัลเช่น Apple Pay และ Google Wallet ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยทั่วไปแล้วกระเป๋าเงินดิจิทัลเหมาะสำหรับการทำธุรกิจที่จุดขายส่วนใหญ่ โดยเหมาะสำหรับร้านค้าค้าปลีก คาเฟ่ ร้านอาหาร และธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องการมอบประสบการณ์ที่รวดเร็วและง่ายดายให้แก่ลูกค้า และเนื่องจากกระเป๋าเงินดิจิทัลใช้ได้ทั้งกับการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างการค้าแบบรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในทุกช่องทางการขาย

ข้อดีของวิธีรับการชำระเงินด้วยกระเป๋าเงินดิจิทัล:

  • ความเร็วและความสะดวกสบาย
    การชำระเงินด้วยกระเป๋าเงินดิจิทัลนั้นรวดเร็วและไร้สัมผัส ซึ่งช่วยให้ชำระเงินได้ราบรื่น

  • การรักษาความปลอดภัยที่มากยิ่งขึ้น
    กระเป๋าเงินดิจิทัลใช้การแปลงเป็นโทเค็นเพื่อรักษารายละเอียดของบัตรให้ปลอดภัย ซึ่งเป็นระบบป้องกันการฉ้อโกงเพิ่มเติมอีกชั้นหนึ่ง

  • การชำระเงินแบบไร้สัมผัส
    กระเป๋าเงินดิจิทัลรองรับการชำระเงินแบบไร้สัมผัสซึ่งเป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งมีความสำคัญต่อความคาดหวังของลูกค้า สุขอนามัย และสุขภาพ

  • ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการ
    กระเป๋าเงินดิจิทัลช่วยให้ไม่ต้องจัดการกับเงินสด ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องได้

ข้อเสียของวิธีการรับชำระเงินด้วยกระเป๋าเงินดิจิทัล:

  • ต้องใช้ฮาร์ดแวร์ที่รองรับ NFC
    ธุรกิจต่างๆ จะต้องมีเทอร์มินัล POS ที่รองรับ NFC จึงรับชำระเงินด้วยกระเป๋าเงินดิจิทัลได้

  • ต้องพึ่งพาสมาร์ทโฟน
    การชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลอาศัยลูกค้าที่มีสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทวอทช์ที่ทำงานร่วมกันได้ และกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งอาจจำกัดการใช้งาน

  • ** ปัญหาการทำงานร่วมกันที่อาจเกิดขึ้น**
    กระเป๋าเงินดิจิทัลอาจไม่สามารถใช้งานได้กับระบบการชำระเงินและบัตรทุกใบ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการทำงานร่วมกันได้

ตัวอย่างการใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นวิธีการชำระเงิน:

ที่ร้านกาแฟที่พลุกพล่าน ลูกค้าสามารถสั่งซื้อ แตะสมาร์ทโฟนกับเทอร์มินัล NFC แล้วรับกาแฟของตัวเองได้เลย การทำธุรกรรมที่รวดเร็วนี้จะช่วยให้ระบายคิวลูกค้าได้เร็ว ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงชั่วโมงที่มีปริมาณการใช้งานสูงสุด

กระเป๋าเงินดิจิทัลกำลังกำหนดนิยามใหม่ให้กับการชำระเงินที่จุดขายโดยผสมผสานองค์ประกอบที่ดีที่สุดของการชำระเงินทางกายภาพและทางดิจิทัลเข้าด้วยกัน โดยเปิดโอกาสให้ธุรกิจยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน และนำแนวทางการชำระเงินที่พร้อมสำหรับอนาคตมาใช้

5. การชำระเงินแบบเพียร์ทูเพียร์

ระบบการชำระเงินแบบเพียร์ทูเพียร์ (P2P) ได้เปลี่ยนวิธีที่บุคคลทั่วไปแลกเปลี่ยนเงินตรา และเปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้กลายเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัล แม้จะใช้สำหรับการโอนระหว่างเพื่อนและครอบครัวเป็นหลัก แต่มีการนำวิธีการชำระเงินนี้มาใช้เป็นการชำระเงินที่จุดขายในบริบทของธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วิธีการทำงาน

แอปชำระเงินแบบ P2P ช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมโยงรายละเอียดบัญชีธนาคารหรือบัตรเข้ากับแอปได้ เมื่อทำการชำระเงิน ผู้ชำระเงินจะเลือกบัญชีของผู้รับ (ซึ่งมักจะจำแนกด้วยหมายเลขโทรศัพท์หรือที่อยู่อีเมล) แล้วป้อนจำนวนเงิน และยืนยันธุรกรรม จากนั้นนแอปจะโอนเงินจากบัญชีของผู้ชำระเงินไปยังบัญชีของผู้รับโดยตรง

เหมาะสำหรับ

การชำระเงินแบบ P2P เป็นโซลูชันที่ยอดเยี่ยมสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ผู้รับจ้างอิสระ และผู้ให้บริการที่ต้องการรับชำระเงินทางดิจิทัลโดยไม่ต้องลงทุนกับฮาร์ดแวร์ราคาแพง นอกจากนี้ ธุรกิจยังได้รับประโยชน์จากการมีส่วนร่วมกับลูกค้ากลุ่มอายุน้อยที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอยู่เป็นประจำ

ข้อดีของวิธีรับการชำระเงินแบบ P2P:

  • ** ใช้งานง่าย**
    แอป P2P มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ทำให้ทุกคนที่มีสมาร์ทโฟนชำระเงินและรับการชำระเงินได้ง่าย

  • โอนเงินทันที
    โดยปกติเงินจะโอนแบบเรียลไทม์หรือภายใน 1 ถึง 2 วันทำการ ทำให้เข้าถึงเงินได้รวดเร็วกว่าเมื่อเทียบกับวิธีการชำระเงินอื่น

ข้อเสียของวิธีรับการชำระเงินแบบ P2P:

  • การคุ้มครองจำกัด
    การชำระเงินแบบ P2P ไม่มีการป้องกันในระดับเดียวกันกับระบบธนาคารแบบเดิม ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจเสี่ยงต่อการฉ้อโกงหรือการโต้แย้งการชำระเงิน

  • การยอมรับที่จำกัดในลูกค้าบางกลุ่ม
    ธุรกิจบางแห่งอาจไม่รับการชำระเงินแบบ P2P และลูกค้าก็ไม่ได้ใช้แอป P2P กันทุกคน การเข้าถึงจึงมีจำกัด

  • อาจดูไม่เป็นมืออาชีพ
    บางคนอาจมองว่าการชำระเงินแบบ P2P มีความเป็นมืออาชีพน้อยกว่าวิธีการชำระเงินแบบเดิมๆ จึงอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจได้

ตัวอย่างการชำระเงินแบบ P2P สำหรับธุรกรรมของลูกค้า:

ศิลปินอิสระที่ขายผลงานศิลปะของตนในงานแสดงสินค้าท้องถิ่นสามารถรับการชำระเงินได้โดยตรงผ่านแอป P2P ช่วยให้ลูกค้าซื้อผลงานศิลปะได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้เงินสดหรือบัตร

การชำระเงินแบบ P2P เป็นวิธีรับชำระเงินที่จุดขายซึ่งสะดวก ประหยัดค่าใช้จ่าย และใช้งานง่าย ซึ่งช่วยให้ธุรกิจได้ประโยชน์จากเทรนด์การชำระเงินแบบดิจิทัลและผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยมอบตัวเลือกการชำระเงินที่น่าสนใจให้แก่ลูกค้าสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องตัดสินใจว่าจะผสานการชำระเงินแบบ P2P เข้ากับข้อเสนอการชำระเงินหรือไม่ ธุรกิจต่างๆ ยังต้องพิจารณาข้อจำกัดของวิธีการชำระเงินนี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการคุ้มครองและการรับรู้ของลูกค้า

Comparison of payment methods  - Chart comparing the pros, and cons of  cash, checks, card payments, digital wallets and P2P payments.

วิธีเลือกวิธีการชำระเงินที่จุดขายที่เหมาะสำหรับธุรกิจของคุณที่สุด

คุณจำเป็นต้องเลือกวิธีการชำระเงินที่จุดขายให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ วิธีการที่เลือกไม่เพียงส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของคุณ แต่ยังส่งผลกระทบต่อประสบการณ์และความพึงพอใจของลูกค้าด้วย ต่อไปนี้คือคำแนะนำอย่างละเอียดทีละขั้นตอนเพื่อช่วยคุณตัดสินใจในครั้งนี้

  1. ทำความเข้าใจฐานลูกค้าของคุณ
    วิเคราะห์กลุ่มประชากรที่เป็นลูกค้าของคุณโดยเฉพาะ เพื่อดูว่าพวกเขาเอนเอียงไปทางวิธีดิจิทัลหรือวิธีดั้งเดิม ใช้ข้อมูลธุรกรรมที่มีอยู่เพื่อระบุว่าวิธีใดส่งผลต่อความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายของคุณมากที่สุด

  2. ประเมินข้อกำหนดด้านการดำเนินงานของคุณ
    จับคู่วิธีการชำระเงินกับปริมาณธุรกรรมและมูลค่าต่อรายการ ธุรกิจที่มีการหมุนเวียนสูงอาจเลือกให้ความสำคัญกับวิธี Tap to Pay และวิธีการชำระเงินแบบไร้สัมผัส ในขณะที่ผู้ค้าปลีกที่ขายสินค้ามูลค่าสูงอาจเลือกใช้เครื่องอ่านบัตรที่มีความปลอดภัยหรือแม้กระทั่งใช้เช็คก็ได้

  3. ประเมินค่าใช้จ่ายรวมในการเป็นเจ้าของ
    วิธีการชำระเงินทุกวิธีมีราคาที่ต้องจ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมที่มองเห็นได้หรือต้นทุนแรงงานที่ซ่อนอยู่ การชำระเงินด้วยบัตรและกระเป๋าเงินดิจิทัลมักมีค่าธรรมเนียมธุรกรรม การรับเงินสดไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ก็ต้องหักในส่วนของแรงงานในการนับ การจัดเก็บอย่างปลอดภัย และการขนส่งไปยังธนาคาร

  4. ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนด
    การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้าควรเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดเมื่อเลือกวิธีการชำระเงิน ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าวิธีการชำระเงินแบบดิจิทัลที่คุณเลือกมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและเป็นไปตามข้อบังคับด้านการคุ้มครองข้อมูลและทางการเงินที่เกี่ยวข้อง

  5. ประเมินความเข้ากันได้กับระบบที่มีอยู่
    เลือกวิธีการชำระเงินที่สามารถผสานการทำงานกับระบบธุรกิจที่คุณมีอยู่ได้อย่างง่ายดาย เช่น ซอฟต์แวร์การทำบัญชีหรือระบบการจัดการสินค้าคงคลัง การผสานการทำงานนี้จะช่วยให้ธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ติดตามธุรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมอบการบริการลูกค้าที่ดีขึ้นได้

  6. มองหาความยืดหยุ่นและเทคโนโลยีการชำระเงินในอนาคต
    เลือกวิธีการชำระเงินที่มีความยืดหยุ่นและปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมลูกค้าในอนาคตได้ ระบบการชำระเงินมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยตัวเลือกใหม่ๆ อย่างคริปโตเคอร์เรนซีและแพลตฟอร์ม "ซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลัง" (BNPL) และการก้าวนำหน้าสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้

วิธีที่ Stripe รองรับการชำระเงินที่จุดขาย

Stripe เป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินที่ครอบคลุมซึ่งรองรับวิธีการชำระเงินที่จุดขายหลากหลายแบบ เรานำเสนอโซลูชันแบบไดนามิกที่ปรับแต่งได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับขั้นตอนการชำระเงิน เพิ่มความปลอดภัย และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Stripe Terminal และ Stripe Reader มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกในการชำระเงินที่จุดขาย ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณควรทราบเกี่ยวกับ 2 ฟีเจอร์นี้

Stripe Terminal

Stripe Terminal เป็นโซลูชัน POS แบบตั้งโปรแกรมได้ที่ขยายโครงสร้างพื้นฐานของ Stripe ไปสู่ธุรกรรมที่จุดขาย ธุรกิจต่างๆ สามารถผสานการทำงานของ Stripe Terminal เข้ากับบัญชี Stripe ที่มีอยู่และสแต็กซอฟต์แวร์เพื่อรวมช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ของตนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

เครื่องอ่านบัตร Stripe

Stripe Reader เป็นองค์ประกอบสำคัญในระบบนิเวศของ Stripe Terminal เครื่องอ่านบัตรนี้ออกแบบมาเพื่อรับชำระเงินที่จุดขายได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึงการชำระเงินแบบใช้ชิปและ PIN และการชำระเงินแบบไร้สัมผัสจากบัตรและกระเป๋าเงินดิจิทัล นอกจากนี้ยังใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟนหรือเทอร์มินัล POS ก็ได้เช่นกัน ทำให้นำไปใช้งานได้อย่างครอบคลุมในสภาพแวดล้อมการชำระเงินที่จุดขายหลากหลายรูปแบบ

Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้

Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้

  • เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
  • ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
  • รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
  • เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Payments

Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด

Stripe Docs เกี่ยวกับ Payments

ค้นหาคู่มือเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ Payments API ของ Stripe